วารสารคอนกรีต
การใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกและวัสดุธรรมชาติเพื่อเป็นวัสดุก่อสร้างต้นทุนต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2012 เวลา 13:47 น.

 

การใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกและวัสดุธรรมชาติเพื่อเป็นวัสดุก่อสร้างต้นทุนต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

UTILIZATION OF VETIVER GRASS AND BIO MATERIALS IN DEVELOPMENT OF ECO-LOW COST CONSTRUCTION MATERIALS

 

รัฐภูมิ ปริชาติปรีชา1 , ธรรมนูญ เฮงษฎีกุล2, และ พิชัย นิมิตยงสกุล3
1อาจารย์,ภาควิชาวิศวกรรมโยธา ,คณะวิศวกรรมศาสตร์,มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ , อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
2อาจารย์,บัณฑิตวิทยาลัยและการจัดการนวัตกรรม ,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
3ที่ปรึกษา,สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย, อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

 

1. บทนำ

ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าผลกระทบจากภาวะโลกร้อนทำให้เกิดการตื่นตัวอย่างมากในการประดิษฐ์คิดค้นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมก่อสร้างที่มีความพยายามทดแทนวัสดุที่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมสูงอย่างปูนซิเมนต์และคอนกรีตด้วยวัสดุทดแทนอื่นๆ รวมไปถึงการกลับมาใช้วัสดุจากธรรมชาติที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการเสื่อมสภาพ ดังนั้นทั่วโลกจึงให้ความสำคัญในเรื่องการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลก มีการนำหลักการต่างๆมาใช้ ตัวอย่างเช่น การประเมิน Life Cycle Assesment (LCA) ซึ่งเป็นวิธีการประเมินปัญหาและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในเชิงปริมาณ เพื่อนำผลไปใช้ในการกำหนดนโยบายการออกแบบผลิตภัณฑ์ การปรับกระบวนการผลิต หรือเพิ่มทางเลือกในการผลิตเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างได้มีการออกข้อกำหนดและมาตรฐานของการออกแบบโดยการคำนึงถึงการอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น มาตรฐาน LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) ที่พัฒนาโดย U.S. Green Building Council (1,2) สำหรับงานวิจัยเพื่อหาวัสดุทดแทนซิเมนต์หรือคอนกรีตก็ได้รับความสนใจจากนักวิจัยทั่วโลก เช่นได้มีการพัฒนาคอนกรีตสีเขียว (Green Concrete) และคอนกรีตที่ไม่ใช้ปูนซีเมนต์หรือจีโอพอลีเมอร์ (Geopolymer) คอนกรีึตเป็นต้น (3)

 

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 24 ธันวาคม 2013 เวลา 14:05 น.
 
การใช้เถ้าชานอ้อยเพื่อเป็นวัสดุปอซโซลานในงานคอนกรีต PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันพุธที่ 01 สิงหาคม 2012 เวลา 14:05 น.

การใช้เถ้าชานอ้อยเพื่อเป็นวัสดุปอซโซลานในงานคอนกรีต

โดย

ศาสตราจารย์ ดร. ชัย  จาตุรพิทักษ์กุล

ภาควิชาวิศวกรรมโยธา  คณะวิศวกรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

อ้อยและเถ้าชานอ้อย

แม้ว่าคนไทยมีความคุ้นเคยกับอ้อยเป็นอย่างดียิ่ง เนื่องจากเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศที่ปลูกกันมากในแถบภาคกลางและภาคตะวันตกของประเทศไทยและอ้อยเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตน้ำตาลทราย แต่เถ้าชานอ้อย (bagasse ash หรือ sugar cane bagasse ash) กลับเป็นวัสดุที่คนไทยไม่คุ้นเคย และหากกล่าวว่าเถ้าชานอ้อยสามารถใช้เป็นส่วนผสมในคอนกรีตด้วยแล้ว  คนทั่วไปจะยิ่งแปลกใจอย่างมาก

ชานอ้อยเป็นวัสดุพลอยได้จากโรงงานอุตสาหกรรมผลิตน้ำตาล จากนั้นโรงงานอุตสาหกรรมผลิตน้ำตาลจึงใช้ชานอ้อยเป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า   ชานอ้อยถือว่าเป็นเชื้อเพลิงที่ดีเพราะสร้างปัญหาต่อสภาพแวดล้อมน้อยเนื่องจากมีปริมาณกำมะถันต่ำจึงไม่ก่อให้เกิดฝนกรด ในปี พ.ศ. 2550-51 พบว่าประเทศไทยผลิตอ้อยทั้งหมดประมาณ 73.31 ล้านตัน [1] และหลังจากกระบวนการผลิตน้ำตาลมีชานอ้อยเหลือประมาณร้อยละ 26 ของน้ำหนักอ้อยหรือมีชานอ้อยประมาณ 19 ล้านตัน และภายหลังจากการเผาชานอ้อยเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจะเหลือเป็นเถ้าชานอ้อยร้อยละ 0.62 ของน้ำหนักอ้อย [2] หรือประมาณ 4.5 แสนตันต่อปี (ดูตารางที่ 1) ซึ่งเถ้าชานอ้อยเหล่านี้ส่วนใหญ่ต้องนำไปทิ้ง (ดูรูปที่ 1) และมีบางส่วนที่เกษตรกรนำเถ้าชานอ้อยไปทำปุ๋ย หรือปรับสภาพดินที่เป็นกรด

 

 

ดาวน์โหลดบทความได้ที่นี่

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 24 ธันวาคม 2013 เวลา 14:18 น.
 
การเกิดสนิมของเหล็กโครงสร้างชนิดต่างๆ ในสภาพแวดล้อมทะเลของประเทศไทย PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ 27 กรกฏาคม 2012 เวลา 09:35 น.

การเกิดสนิมของเหล็กโครงสร้างชนิดต่างๆ ในสภาพแวดล้อมทะเลของประเทศไทย

ภัควัฒน์ แสนเจริญ1*, ประสงค์ เพิ่มสุวรรณ1, สมนึก ตั้งเติมสิริกุล1 และ เอกรัตน์ ไวยนิตย์2

1สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

2ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

* อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

 

บทคัดย่อ

การเกิดสนิมเป็นปัญหาที่สำคัญมากปัญหาหนึ่งที่พบ และก่อให้เกิดการเสื่อมสภาพของโครงสร้างเหล็กในหลายประเทศทั่วโลก ณ ปัจจุบันมีมาตรฐานการออกแบบโครงสร้างเหล็กซึ่งได้กำหนดอัตราการกัดกร่อนของเหล็กขึ้นในหลายประเทศ อย่างไรก็ตามเนื่องจากการเกิดสนิมของเหล็กขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม และมลภาวะต่างๆ ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ณ ปัจจุบันวิศวกรในประเทศไทยยังขาดข้อมูลด้านอัตราการกัดกร่อนของโครงสร้างเหล็กในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย งานวิจัยนี้จึงดำเนินการศึกษาอัตราการกัดกร่อนในสภาพแวดล้อมจริงของเหล็กโครงสร้างชนิดต่างๆได้แก่เหล็กรีดร้อนชั้นคุณภาพ SS400, SM490YA และ เหล็กทนการกัดกร่อนชั้นคุณภาพ SMA490 ตามมาตรฐาน JIS G3101 JIS G3106 และ JIS G3114 ตามลำดับ โดยทำการทดสอบในสภาพบรรยากาศ และสภาพน้ำขึ้น-น้ำลง ของสภาพแวดล้อมทะเลบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง จากผลการทดสอบพบว่าอัตราการเกิดสนิมของเหล็กรีดร้อนมีค่าสูงกว่าเหล็กทนการกัดกร่อน และมีอัตราการกัดกร่อนอยู่ในค่าที่แนะนำตามมาตรฐานต่างประเทศ อย่างไรก็ตามอัตราการกัดกร่อนของเหล็กในสภาพน้ำขึ้น-น้ำลง มีค่าสูงกว่าค่าที่แนะนำตามมาตรฐานต่างประเทศอยู่หลายเท่าตัว ดังนั้นวิศวกรควรคำนึงถึงผลของสภาพแวดล้อมต่อการออกแบบความคงทน และอายุการใช้งานของโครงสร้างเหล็กในประเทศไทย

 

ดาวน์โหลดบทความได้ที่นี่

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 24 ธันวาคม 2013 เวลา 14:33 น.
 
การวิเคราะห์ขนาดรอยแตกร้าวของโครงสร้างโบราณสถานในประเทศไทย PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ 06 กรกฏาคม 2012 เวลา 18:56 น.

อ.ดร. ปิติวัฒน์   วัฒนชัย

ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

การวิเคราะห์ขนาดรอยแตกร้าวของโครงสร้างโบราณสถานในประเทศไทย

The analysis and a crack in the ancient structures in Thailand

 

1. บทนำ

ในกระบวนการซ่อมแซมโครงสร้างอาคาร สิ่งสำคัญประการแรกที่ควรพึงพิจารณา คือความรู้พื้นฐานที่จำเป็นในการประเมินสภาพคอนกรีตที่ถูกต้อง รวมไปถึงการวิเคราะห์เพื่อการซ่อมแซมที่ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพความเสียหายทีเกิดขึ้นจริง ด้วยเหตุนี้การตีความวิเคราะห์สาเหตุการเกิดรอยแตกร้าวจึงเป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่สำคัญ เนื่องจากลักษณะความเสียหายที่พบเห็น อาจไม่เกี่ยวข้องกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ทำให้การซ่อมแซมโครงสร้างเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงประเด็น และส่งผลให้โครงสร้างเกิดการวิบัติในเวลาต่อมา [1]

 

 

ดาวน์โหลดบทความได้ที่นี่

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 24 ธันวาคม 2013 เวลา 15:00 น.
 
GREEN CONCRETE … คอนกรีตสีเขียว ... เพื่อสิ่งแวดล้อม PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ 06 กรกฏาคม 2012 เวลา 18:47 น.

เดชขจร เจริญรัตนาภิรมย์

ผู้ช่วยผู้ควบคุมงาน

แผนกวิจัยและพัฒนา ฝ่ายควบคุมคุณภาพ

บริษัททีพีไอคอนกรีตจำกัด


GREEN CONCRETE … คอนกรีตสีเขียว ... เพื่อสิ่งแวดล้อม

ในปัจจุบัน ภาวะโลกร้อน (Global Warming) นับเป็นปัญหาใหญ่ของโลกเรา และไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะภาวะโลกร้อนได้ส่งผลกระทบมากมายต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ภาวะโลกร้อน หรือ ภาวะอุณหภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) คือ ภาวะที่อุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศบนโลกสูงขึ้น ทั้งบริเวณผิวโลกและน้ำในมหาสมุทร มีการคาดการณ์ว่า อุณหภูมิเฉลี่ยนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มีหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นว่าโลกของเรากำลังร้อนขึ้น อาทิเช่น อุณหภูมิบริเวณพื้นผิวโลกที่วัดได้ในแต่ละปีมีแนวโน้มสูงขึ้น (ภาพที่ 1) โดยพบว่าในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา (ปี 1906 – 2005) อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น 0.74 ± 0.18 °C การที่อุณหภูมิเฉลี่ยของน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้น และการละลายของภูเขาน้ำแข็งและหิมะจากขั้วโลกที่ทำให้ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

 

ดาวน์โหลดบทความได้ที่นี่

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 24 ธันวาคม 2013 เวลา 15:25 น.
 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 6 จาก 14